มุมมองบ้านเมือง อารีย์

มองบ้านมองเมือง (พิเศษ)

อารีย์

คอลัมนิสต์มองบ้านมองเมือง มติชนสุดสัปดาห์

อารีย์ เป็นย่านที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน เป็นเสมือนย่านทองหล่อ ที่อยู่ทาง ถนนพหลโยธิน

มีศูนย์กลางอยู่ตรงสถานีรถไฟฟ้าอารีย์   รายล้อมไปด้วยอาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียม ที่เป็นอาคารสูงมากมาย   รวมทั้ง คอมมิวนิสต์มอลล์ ร้านค้า ร้านอาหาร กระจัดกระจาย ปะปนอยู่กับอาคารบ้านเรือนทั้งเก่าและใหม่ ทั้งใหญ่และเล็ก

ย่าน อารีย์ เรียกขานตามชื่อซอย   ปัจจุบันคือ ถนนพหลโยธิน ซอย 7   แต่พื้นที่ครอบคลุม ไปถึงซอยราชครู (พหลโยธิน ซอย 5)   พหลโยธิน ซอย 9และ 11   ไปจนถึง ถนนประดิพัทธ์   อีกทั้ง ฝั่งตรงข้าม คือซอยสายลม (พหลโยธิน ซอย 8)   ต่อเนื่องไปถึงถนนสาลีรัฐวิภาค ถนนสุทธิสารวินิจฉัย และถนนอินทามาระ หรือ ย่านสะพานควาย  จากซอยราชครู ยังต่อเนื่องกับอีกซอยที่ชื่อคล้ายกัน คือ ซอยอารีย์สัมพันธ์ ที่มาจาก ถนนพระราม 6

ย่านอารีย์ จึงประกอบด้วย ถนนและซอยขนาดต่างๆ แยกย่อยไปมากมาย   ตามแบบแผนการพัฒนาเมืองของไทย ที่ต่างไปจากทฤษฎีตะวันตก   จนทำให้คนต่างถิ่น และนักเรียนนอก ไม่คุ้นเคย ไม่เข้าใจเลยมองเห็นแต่ปัญหา  ในขณะที่ผู้คนในย่านนี้ อยู่อาศัยอย่างมีความสุข สงบ และสบาย   รู้และเข้าใจว่า อารีย์ เป็นชุมชนน่าอยู่

 

 ไม่มีการบันทึกว่า ย่านอารีย์ หรือซอยอารีย์ มีความเป็นมาอย่างไร จึงไม่มีใครรู้ที่มาที่ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ ซอยอารีย์และย่านอารีย์ เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร

ย้อนกลับไปในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาณาบริเวณของพระนคร จะมีขอบเขตชัดเจน ตามแนวคลองต่างๆ เริ่มต้นจากแนวคลองคูเมืองเดิม ที่มีมาแต่ครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ต่อมามีคลองคูเมืองที่ขุดขึ้นใหม่ เมื่อย้ายราชธานีมาฝั่งกรุงเทพฯ

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1.jpg#/media/ไฟล์:พระราชวังพญาไทเดิม.jpg
วิกีพีเดีย[พระราชวังพญาไทเมื่อครั้งยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง]

เมื่อบ้านเมืองเจริญ เริ่มมีผู้คนตั้งถิ่นฐานนอกคลองคูเมือง มาจนถึงคลองผดุงกรุงเกษมที่ขุดขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 4 พอถึงรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง ผู้คนยิ่งกระจายออกไปทั่ว ทั้งในและนอกแนวคลองผดุงกรุงเกษม เป็นไปตามพระราโชบายชี้นำการพัฒนาพระนคร ทางด้านทิศเหนือ มีพระราชวังสวนดุสิต เป็นแกนนำ และทางด้าน ทิศตะวันออก มีวังใหม่ หรือวังวินเซอร์ ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นแกนนำ
ขอบเขตพระนครในรัชสมัยนี้ จึงไม่ได้มีแนวคลองกำหนด หากเป็นแนวถนนหลายสายที่ยาวต่อเนื่องกัน เริ่มจากถนนสีลม ที่เป็นย่านการค้าและชุมชนชาวต่างชาติ ทางทิศใต้ ขึ้นเหนือตามถนนราชดำริ ถนนราชประสงค์ และถนนราชปรารภ มาจนถึง ถนนราชวิถี แนวเขตพระราชวังสวนดุสิตทางทิศเหนือ ที่คู่ขนานกับคลองสามเสนเพื่อเชื่อมพระราชฐานทั้งสอง ทรงโปรดให้ตัดถนนที่ผ่านทุ่งพระยาไทย เดิมทีชื่อถนนวชิรุณหิศ ต่อมาเป็น ถนนพญาไท เริ่มจากถนนพระรามสี่ทางทิศใต้ ตัดตรงขึ้นเหนือ ผ่านถนนรองเมือง และถนนพระรามหนึ่ง คลองประแจจีน (ปัจจุบันคือถนนเพชรบุรี) ไปจนถึงถนนราชวิถี

ในเวลานั้นบริเวณดังกล่าว ยังคงสภาพเป็นที่ลุ่ม มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง โดยเฉพาะพื้นที่ตรงปลายสุดของถนนพญาไท ยังเป็นที่เปลี่ยว จึงใช้เป็นสนามยิงปืน ที่มาของการเรียกขาน สนามเป้า

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯให้ซื้อเครื่องบินจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพของกองทัพไทย และเอื้ออำนวยประโยชน์อื่น เช่น การไปรษณีย์ การแพทย์ และอื่นๆ จึงจำเป็นต้องจัดหาสนามบิน โรงเก็บเครื่องบิน และที่ทำการ โดยเลือกเอาพื้นที่ทางทิศเหนือชานพระนคร ที่มีสภาพเป็นที่ดอน เป็นที่ตั้งสนามบินแห่งแรกของไทย คือท่าอากาศยานดอนเมือง

Khunkay / CC BY-SA (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการตัดถนนไปยังดอนเมือง เริ่มจากปลายถนนพญาไท ตรงจุดตัดถนนราชวิถี บริเวณสนามเป้า ไปจนถึงสนามบินดอนเมือง มีความยาว 22 กม. โดยในปี พ.ศ. 2479 มีประกาศให้เรียกขานถนนสายนี้ว่า ถนนประชาธิปัตย์ เมื่อมีการพัฒนาเมืองลพบุรี ในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงต่อขยายถนนยาว 162 กม. จากดอนเมือง ไปอยุธยา ผ่านสระบุรี จนถึงลพบุรี ในปี พ.ศ. 2483 เมื่อรัฐบาลประกาศแผนก่อสร้างทางหลวงเชื่อมกรุงเทพกับหัวเมืองต่างๆ ในแต่ละภูมิภาค

สำหรับสายเหนือให้ใช้แนวถนนเดิม ต่อเนื่องไปจนถึงเชียงราย โดยให้ชื่อว่าถนนพหลโยธิน เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หัวหน้าคณะราษฎร์ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในขณะที่ ถนนสุขุมวิท ทางหลวงสายตะวันออก มีชื่อตาม พระพิศาลสุขุมวิท (ประสพ สุขุม) อธิบดีกรมทาง ผู้เป็นบุตรพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ที่เคยดำริแนวถนนไว้ก่อนหน้านั้น และถนนเพชรเกษม เป็นทางหลวงสายใต้ เรียกขานตามหลวงเพชรเกษมวิถีสวัสดิ์ อดีตอธิบดีกรมทางเช่นกัน

ถนนพหลโยธิน ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อมีการตัดทางหลวงไฮเวย์ตามมาตรฐานสากล โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอเมริกัน คือในปี พ.ศ. 2500 โดยถนนมิตรภาพแยกจากถนนพหลโยธิน ที่สระบุรี ไปยัง นครราชสมีมา และเมืองอื่นในภาคอีสาน

บริเวณสนามเป้ากลางทุ่งนาชานพระนคร จึงค่อยๆ เปลี่ยนสภาพ กลายเป็นชุมชน มีผู้คนโยกย้ายมาอยู่มากขึ้น เริ่มจากบริเวณใกล้กับค่ายทหาร ที่ปัจจุบันคือ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ โดยเฉพาะ ครอบครัว จอมพลผิน ชุณหะวัณ อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี ล้วนพำนักในซอยราชครูที่เรียกขานตามเจ้าของที่ดินเดิมคือ ราชครูผู้ทำพิธีพราหมณ์

ยังมีโครงการที่ดินจัดสรรสวัสดิการตำรวจ ด้านหลังสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อที่ดำเนินการในปี พ.ศ. 2499 โดย พลตำรวจโท โต๊ะ อินทามระ เพียงแต่ว่า ที่ดินไม่ติดถนนพหลโยธิน จึงต้องอาศัยทางผ่านที่ดินของพระสุทธิสารวินิจฉัย ที่ต่อมาได้ยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ ที่มาของถนนสุทธิสารในปัจจุบัน
พร้อมกันกับ สำนักงานอาคารสงเคราะห์ ได้ก่อสร้างหมู่บ้านพิบูลย์วัฒนา จำนวน 288 หลัง ทางฝั่งคลองประปา ถนนพระรามหก

ทั้งนี้ การขุดคลองและทำถนนในช่วงแรก และการตัดถนนโดยเฉพาะในเวลาต่อมา เพื่อแบ่งขายที่ดินสองข้างทาง เป็นแปลงๆ ให้คนซื้อไปสร้างบ้านแบบตะวันตกนั้น เริ่มต้นมาตั้งแต่ในรัชสมัยพระพุทธเจ้าหลวง เมื่อเจ้าสัวยม ขุดคลองสาทรและนำดินถมทั้งสองฝั่ง เป็นถนนสาทรเหนือและใต้ แล้วแบ่งที่รกร้างทางทิศใต้ของถนนสีลม เป็นแปลงๆ ให้พ่อค้า คหบดี และชาวต่างชาติสร้างที่ทำการ หรือบ้านพักอาศัย นับว่าเป็นการช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า จนได้รับราชทินนามว่า หลวงสาทรยุกต์

ความสำเร็จในการพัฒนาที่ดินบริเวณสาทร ยังกลายเป็นแบบอย่าง ในบริเวณถนนสุรวงศ์ ทางทิศเหนือของถนนสีลม ตามด้วยถนนสี่พระยา จนถึงถนนพิพัฒน์ ของหลวงโกษาพิพัฒน์ รวมทั้ง ถนนสุรศักดิ์ ถนนคอนแวนต์ ในย่านสีลม และถนนรองเมือง ของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ก่อนที่จะขยายไปยังย่านอื่นๆ เช่น เพลินจิต และสุขุมวิท

กิจการพัฒนาที่ดิน ดูจะเป็นที่ธุรกิจนิยมของคหบดีชาวอินเดีย เช่น ถนนไวตี สีลม ก็ดำเนินการโดย นาย ไวตี ประเดียอะจิ มีอาชีพเลี้ยงโคเพื่อส่งออก เป็นผู้มีฐานะร่ำรวย
ช่วยสร้างวัดแขกอย่างสวยงามดังเห็นในปัจจุบัน

เมื่อรัฐบาลเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำให้บริเวณสุขุมวิท เจริญมากขึ้น พ่อค้าอินเดีย ตระกูล นานา ก็เป็นผู้พัฒนาย่านนานา ทั้งสุขุมวิท ซอย 3และ 4 จึงมีเรื่องเล่าว่านาย อาลี เป็นผู้พัฒนา ซอยอารีย์ สุขุมวิท 26 ก่อนที่จะขยายกิจการมา ซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน ในเวลาต่อมา

สำหรับ ซอยอารีย์สัมพันธ์ นั้น เป็นโครงการที่เกิดขึ้นมาภายหลัง โดยบริษัทเอกชนปัจจุบันคือบริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ แม้จะมีทางเข้าอยู่ทางถนนพระรามหก แต่ปลายทางนั้นเชื่อมต่อกับซอยราชครู

ในแผนอนุรักษ์เกาะรัตนโกสินทร์ กำหนดให้มีการโยกย้ายหน่วยราชการออกนอกพื้นที่ เพื่อลดความแออัด ได้แก่ กระทรวงการคลัง จากในบริเวณพระบรมมหาราชวัง มาอยู่ถนนพระรามที่ 6 กรมประชาสัมพันธ์

เมื่ออาคารที่ทำการที่อยู่ตรงหัวมุมถนนราชดำเนิน ติดกับกรมสรรพากร และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถูกเผาเสียหายในเหตุการณ์วิปโยค 14 ตุลา รวมทั้งหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่ คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริเวณอารีย์จึงคึกคักมากขึ้น ด้วยจำนวนข้าราชการกว่าพันคน ที่เข้ามาทำงานเช้าเย็น

เช่นเดียวกับ การก่อสร้างอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ทั้งสองฝั่งถนนพหลโยธิน ด้วยบริเวณถนนสีลมมีความแออัด ไม่มีพื้นที่ก่อสร้างอาคารสูง เริ่มจาก เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ก่อนที่จะย้ายไปราษฎร์บูรณะ ตามด้วยอาคารสำนักงานอีกมากมาย

นอกจากร้านค้าในตึกแถวริมถนนแล้ว ยังมีร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด กิจการค้าเก่าแก่ ที่จัดตั้งขึ้นตามนยายของรัฐบาล ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง พ.ศ. 2491
เริ่มจากห้องเล็กๆ ในกรมสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ที่เดิมอยู่ใกล้ปากคลองตลาด ปัจจุบัน คือ มิวเซียมสยาม ต่อมาขยายกิจการไปที่ราชประสงค์ ก่อนที่จะย้ายมาสร้างอาคารใหญ่โต ริมถนนพหลโยธิน ชักนำให้เกิดคอมมิวนิตี้มอลล์หลายแห่งในปัจจุบัน กระแสความนิยมของคนทำงาน ที่จะพำนักในห้องชุดพักอาศัยในอาคารสูง ตามแนวรถไฟฟ้า ทำให้เกิดโครงการอาคารชุดพักอาศัยมากขึ้น ยิ่งทำให้ย่านอารีย์มีความคึกคักมากขึ้น

จะเห็นได้ว่า การพัฒนาพื้นที่ ย่านอารีย์ จะไม่ได้มาจากการวางแผนหรือวางผังตามหลักวิชาการต่างประเทศ หากเป็นการพัฒนารายแปลงตามขนบของไทย จึงเต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งการใช้พื้นที่ ประเภทอาคาร และขนาดอาคาร รวมไปถึงผู้คนที่อยู่อาศัยปนกันหลายระดับ เกิดกิจกรรมต่างๆ มากมายและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และปัจจัยแวดล้อมอื่น ที่สำคัญ มีการปรับตัว ปรับเปลี่ยน สู่ความสมดุลตลอดมา จนเป็นย่านที่มีชีวิตชีวา เป็นย่านอารีย์ที่ใครๆ ก็รู้จัก

เดินมาถึงย่านซอยอารีย์แล้ว มาลองแวะหาอะไรทานกันก่อน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *